เทศน์บนศาลา

กิเลสตีกิน

๒๕ มิ.ย. ๒๕๖๘

กิเลสตีกิน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสวงหาค้นคว้าเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

พญามารๆ กิเลสตัณหาความทะยานอยากสิ้นไปจากหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิมุตติสุขๆ น่ะ พอแสดงธรรม ละล้าละลังๆ จะสอนใครได้หนอ จะสอนใครได้หนอไง

เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริงที่อบรมบ่มเพาะขึ้นมาไง เทศนาว่าการขึ้นมา สิ่งที่เทศนาว่าการขึ้นมา นี่สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง แวววาว มีรัตนะสอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมๆ

พระธรรมๆ สัจธรรมอันนั้นไง พระพุทธศาสนาไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไง พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เห็นไหม ดวงตาเห็นธรรม

เวลาศึกษาเล่าเรียน ศึกษาอบรมบ่มเพาะขึ้นไป แสดงอนัตตลักขณสูตรขึ้นมา ปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ๆ คำว่า พระอรหันต์” มันสะอาดบริสุทธิ์ มันเป็นสัจธรรมที่แวววาว เป็นสัจธรรมที่มหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

สาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังไง เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ต้องทำความสงบของใจเข้ามาไง เข้าสู่พุทธะนั้นไง ถ้าเข้าสู่พุทธะนั้น เข้าสู่สัมมาสมาธิไง ถ้าเข้าสู่สัมมาสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญาไง ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา วิปัสสนา วิปัสสนาคือรู้แจ้งแทงกิเลสในหัวใจของตนไง ถ้ามันรู้แจ้งแทงกิเลสในหัวใจของตนจะเป็นความมหัศจรรย์ เป็นสัจธรรมในพระพุทธศาสนาไง

พระพุทธศาสนามหัศจรรย์มหาศาล แต่กิเลสมันตีกิน เวลากิเลสมันตีกิน เห็นไหม

นี่ไง เวลาสาวกสาวกะ แสดงธรรมๆ เป็นสัจจะเป็นความจริงไง วันมาฆบูชา พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้เอง เอหิภิกขุไง เหมือนพ่อเหมือนแม่เลี้ยงดูฟูมฟักขึ้นมาไง อบรมบ่มเพาะสั่งสอนเองไง เป็นพระอรหันต์ไง

พระอรหันต์ สัจธรรม วิหารธรรม ที่ความมหัศจรรย์นั้น ระลึกถึงบุญคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ระลึกถึงศาสดาของเราไง

ในวงพระกรรมฐานๆ พ่อแม่ครูอาจารย์ๆ ไง

นี่ไง เอหิภิกขุบวชให้ อบรมบ่มเพาะสอนจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง มันเป็นความมหัศจรรย์ ระลึกถึง กตัญญูกตเวที ไม่ได้นัดไม่ได้หมายกัน ไปกราบคารวะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ในพระพุทธศาสนา

ถ้าฟังธรรมๆ เป็นสัจธรรมเป็นความจริงอันนั้น มันเป็นความมหัศจรรย์มาก ถ้าเป็นความมหัศจรรย์มากไง

ฉะนั้น เวลาฟังธรรมธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษาเล่าเรียนมาไง ภาษาบาลี สันสกฤต นั่นแหละเป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเผยแผ่ไป เผยแผ่ เวลามาในชมพูทวีป มาในสุวรรณภูมิ มาในแว่นแคว้นต่างๆ ไง เวลามาถึงสยามแปลเป็นภาษาไทย

พอศึกษาๆ ขึ้นมา ได้บาลี ได้สันสกฤต แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน สัจธรรมอันนั้นน่ะมันมีคุณค่ามาก

แต่เวลามีคุณค่ามากไง เวลาเผยแผ่ธรรมๆ ไง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

การศึกษาเล่าเรียนสำคัญไหม สำคัญ มันสำคัญ มันเป็นแนวทางไง บอก ปริยัติชัดเจน การปฏิบัติ มันจะถูกต้องชอบธรรม

ทีนี้เวลาปริยัติชัดเจนขึ้นมาแล้วกิเลสมันตีกิน เวลามันตีกิน มันบอกมันรู้มันเห็นทั้งนั้นน่ะ อบรมบ่มเพาะมา ศึกษาเล่าเรียนมาไง ทรงจำธรรมวินัยๆ ทรงจำธรรมวินัย ในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว ผู้ที่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วมีสติปัญญา ศึกษามา เผยแผ่ธรรมเพื่อเป็นประโยชน์กับชาวพุทธ

แต่ถ้าเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ไอ้แซงหน้าแซงหลังๆ มันบวกความรู้ความเห็นของมันเข้าไปไง เป็นธรรมปฏิรูป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เราแต่งเติมเข้าไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้ มันลบมันล้าง นี่ไง ในสังฆาทิเสส ผู้ใดกล่าวตู่พุทธพจน์ พระสวดถึง ๓ หน ถ้าไม่ละนะ เป็นอาบัติสังฆาทิเสส

กล่าวตู่พุทธพจน์ไง แต่งเติมเข้าไปให้มันรื่นหู แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าติเตียนกิเลสตัณหาความทะยานอยาก พูดไม่ได้ มันไร้มารยาท แต่ถ้าเจริญพรๆ อย่างนั้นน่ะ นี่ของดีงาม

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง สัจจะความจริง เราศึกษาเล่าเรียนมา สาธุ เวลาเขาเผยแผ่ธรรมๆ นะ คนที่ไม่รู้พระพุทธศาสนาไง

เวลาพระพุทธศาสนาคืออะไร

คืออริยสัจ คือสัจจะความจริง

แล้วใครเป็นคนขุดค้นขึ้นมา

ขุดค้นขึ้นมาต้องเป็นคนที่มีบุญ เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารไง เกิดมาเดินได้ ๗ เก้า เปล่งวาจาว่า “เราเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”

เวลาชาวพุทธพูดขึ้นมา เป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ จริงๆ หรือ มันขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ไง อะไร เป็นทารกเกิดมามันจะเดินได้ ๗ ก้าว จะเปล่งวาจาได้อย่างไร

แต่เราไม่คิดถึงคนที่มีบุญมีกุศลนะ เวลามีบุญมีกุศลได้สร้างบุญกุศลมามากมายมหาศาล ไอ้นี่มันเป็นเรื่องบุญไง เวลาเป็นเรื่องบุญแล้ว เวลาเกิดเป็นราชกุมาร นางมหามายาสิ้นพระชนม์ นางโคตมีเป็นผู้อบรมบ่มเพาะเลี้ยงดูมา เวลาไปศึกษาเล่าเรียนมา ศึกษามาวิชาการ ๑๘ แขนง จะได้เป็นกษัตริย์ไง ได้นางพิมพาเป็นมเหสี มีสามเณรราหุล

นี่ไง “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย” สิ่งที่พูดมาๆ มันเป็นเรื่องของโลกทั้งสิ้นไง เป็นเรื่องของโลกก็เป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องที่พระเจ้าสุทโธทนะต้องการให้เป็นจักรพรรดิไง นี่เรื่องของโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ

เรื่องโลกๆ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดวันวิสาขบูชา ออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ๖ ปี วันวิสาขบูชาบรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่น นี่เป็นธรรม

นี่ไง ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด 

แล้วเราเกิดมาเราก็เป็นสัตว์ ๒ เท้า แล้วเป็นชาวพุทธเสียด้วย เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ถ้าฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เราศึกษามามันเป็นความมหัศจรรย์ๆ ไง

ถ้าคนที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าเราไม่เท่าทันกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เราก็พยายามฝึกหัดปฏิบัติของเรา ฝึกหัดปฏิบัติด้วยใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิก็ตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาเล่าเรียนมา ท่องจำมาแล้วมาศึกษาค้นคว้า ถ้ามีสติมีปัญญานะ มันจะเท่าทันกับอารมณ์ความรู้สึกของตนไง

สิ่งที่กิเลสมันตีกิน กิเลสเขี้ยวมันแหลมคม กิเลสมันกัดหัวใจให้เจ็บปวดแสบร้อน นี่สิ่งที่เราไม่เท่าทันกิเลสในใจของตน เวลาเราคิดสิ่งใดๆ ขึ้นมา มันก็ว่ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรม

แต่ถ้ามีสติปัญญานะ ทำไมเราคิดได้ขนาดนี้ ทำไมเราสงสัยเรื่องที่ไม่เป็นมงคล ไอ้เรื่องที่เลวร้ายของมาร เรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง ไอ้ที่มันเผชิญอยู่กลางหัวใจ ทำไมเราไม่มีสติปัญญาเท่าทันมัน ไม่เท่าทันมันเพราะเราไม่มีธรรมไง เราไม่มีคุณธรรม เราไม่มีความสามารถ

ฉะนั้น เวลาศึกษาเล่าเรียนในภาคปริยัติ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ธรรมวินัย ศึกษาอบรมบ่มเพาะ คำสั่งสอน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการมาไง

เริ่มต้นตรัสรู้ธรรมแล้ว จะสอนใครได้หนอ จะสอนใครได้หนอนะ อุทกดาบส อาฬารดาบสก็สิ้นชีวิตไปเสียแล้ว เอาปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์ เวลาเทศธัมมจักฯ ปฐมเทศนา เทศนาครั้งแรกแสดงธรรม พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ ไง เวลาเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เป็นพระอรหันต์ แล้วไปเทศน์ยสะ ได้ยสะมาอีก ๕๕ ไง

สิ่งที่ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

บ่วงที่เป็นโลกๆ โลกามิส สิ่งที่ว่าในสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว เวลาบวชมาเป็นพระ ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วไง โลกามิสๆ กิเลสมันตีกินไง เวลาบวชเป็นพระๆ พอบวชเป็นพระขึ้นมา ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ดีช่างสงฆ์ เห็นห่มผ้าเหลืองขึ้นมาแล้ว สาธุๆ สิ่งที่เชิดชูบูชา

เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราต้องการหาความจริงนะ

อาหาร ถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา เวลากินเข้าไปมันจะเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเลย

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ แวววาว เป็นสัจจะเป็นความจริง เป็นความมหัศจรรย์

สิ่งที่เวลาชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เวลาสงฆ์บวชเข้ามาแล้ว สิ่งที่ว่าได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ การเห็นสมณะเป็นมงคลของชีวิต ถ้าเห็นสมณะเป็นมงคลของชีวิต ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๔ สมณะมี ๔ ระดับ ถ้าสมณะเห็นสมณะอย่างนั้นไง

ถ้าเห็นสมณะอย่างนั้นเพราะอะไร

เพราะสมณะที่ ๑ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำในธรรมและวินัยนั้น จะมีความสัจจะมีความจริงขึ้นมา ถ้าเราได้รู้ได้เห็น เห็นไหม

พระอัสสชิเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ นู่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ ไม่ได้เป็นสัจจะเป็นความจริงอะไรเลย

เห็นพระอัสสชิบิณฑบาต นี่ไง การเห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต ตามพระอัสสชิไปไง เวลาพอพระอัสสชิฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ขอฟังธรรม

“โอ๋ย! เราเป็นผู้บวชใหม่ เราจะพูดอะไรให้มันพิสดารมากมาย เราทำไม่ได้”

“ไม่ต้องพูดอะไรให้มากหรอก พูดเท่าที่ท่านเข้าใจนั่นน่ะ”

เวลาพระอัสสชิเทศนาว่าการ พระอรหันต์นะ

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราต้องไปดับที่เหตุนั้น”

เหตุ เห็นไหม คนที่ศึกษา ที่ค้นคว้า ที่พยายามฝึกหัดปฏิบัติมา นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ ก็ดูหัวใจของตนนี่ไง พอเป็นความจริงขึ้นมา ไม่ใช่ๆ อะไรไม่ใช่ แล้วอะไรมันมีอยู่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ ไง เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น”

นี่ไง ไอ้โน่นก็ไม่ใช่ ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ แล้วไม่ใช่มันคืออะไรล่ะ

เวลาเห็นสมณะนะ สมณะที่สงบระงับ สมณะที่แวววาว สมณะที่น่าเชิดชูบูชาไง เวลาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไง ฟังแล้วมันสะดุดใจไง สะดุดใจ เวลาใช้สติปัญญาของตน นี่เป็นพระโสดาบันเหมือนกัน

การเห็นสมณะ เห็นสมณะที่เป็นสมณะที่แท้จริงเป็นมงคลของชีวิต แล้วถ้าได้ฟังธรรมๆ แล้วเรามีสติมีปัญญาขึ้นมาเข้าสู่สัจจะความจริงอันนั้น เป็นพระโสดาบันเหมือนกัน นี่คือสมณะที่ ๑

ไปบอกพระโมคคัลลานะก็ได้สมณะที่ ๑

ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอหิภิกขุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบวชให้ อบรมบ่มเพาะไง

สมณะที่ ๑ พระโมคคัลลานะนั่งสัปหงกโงกง่วง

นี่ไง เราบอกว่า สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ลูบไม่คลำๆ สมณะที่ ๑ ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ มันขาดไป แต่กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มารเยอะแยะเลย

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์อย่างละเอียดไง

แล้วลูกสาวมัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง กามราคะ ปฏิฆะไง แล้วอ่อนลง แล้วสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสไง สังโยชน์ ๑๐ ไง

นี่ถ้าสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ สมณะที่เป็นสัจจะเป็นความจริง เห็นสมณะเป็นมงคลชีวิต

ถ้าเป็นมงคลชีวิต มันต้องมีสัจจะมีความจริงในหัวใจของตนด้วย ถ้าไม่มีสัจจะมีความจริงในหัวใจของตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ลัทธิไอ้พวกเดียรถีย์นิครนถ์มากมาย ทั้งดูถูก ทั้งเหยียดหยาม ทั้งโจมตี ทั้งทำลาย จ้างคนมาจ้างฆ่า ทำลาย เพราะอะไร

เพราะถ้าเป็นโลกามิสเป็นเรื่องโลกไง โลกเขามองกันที่ไหน มองกันที่ชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ มองที่ลาภสักการะไง ถ้วยลาภของเขาไง เขามีสัทธิวิหาริก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม ลบล้างหมดเลย

ทั้งโกรธ ทั้งแค้น ทั้งทำลายไง เพราะอะไร

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะโปรดสัตว์ไง รื้อสัตว์ขนสัตว์ไง รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกไง แล้วสัตว์โลกมันครอบครองข้องแวะอยู่อย่างนั้น มันจะฝึกหัดปฏิบัติอย่างไร ก็ต้องชี้ทาง อันนั้นถูก อันนั้นผิดไง เวลาชี้ทาง อันนั้นถูกอันนั้นผิด ก็ไปทำลายความเชื่อถือของเขา เขาก็รวมหัวกันทำลาย

นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ที่เราเคารพบูชานี่ แต่ถ้าคนที่มันไม่เชื่อถือ มันไม่เคารพบูชาขึ้นมา มันก็โจมตี มันก็ทำลาย มันจองล้างจองผลาญด้วย

แต่ถ้าคนมีอำนาจวาสนาไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าคนมีอำนาจวาสนานะ สิ่งใดถูกสิ่งใดผิดไง

อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา เราไม่คบคนพาล เราจะคบบัณฑิต

คบคนพาล คนพาลพูดแต่การเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาประโยชน์ การฉ้อโกง การคิดร้ายทำลายคุณทั้งสิ้น

ถ้าเป็นธรรมๆ คบบัณฑิต บัณฑิตเมตตาธรรมค้ำจุนโลก

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ร่วมกัน ใครทำคุณงามความดีมากน้อยมาขนาดไหน แล้วถ้าคุณงามความดี ความดีแบบโลกๆ ไง ถ้าความดีแบบโลกๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเริ่มอบรมบ่มเพาะคนที่เป็นปุถุชนนะ อนุปุพพิกถา เรื่องทานก่อน

เรื่องทาน เรื่องการเสียสละ เรื่องการไม่เอารัดเอาเปรียบ แล้วทำให้เป็นบุญเป็นกุศล เพราะอะไร เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงไง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำสิ่งใดมา มีอำนาจวาสนามามากน้อยขนาดไหนไง

ถ้าคนที่มีอำนาจวาสนา เขาไม่ข้องแวะ ไม่ติดสิ่งนั้นไง สิ่งนั้นเขาเสียสละของเขาได้ แล้วมาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม การให้ทานมันจะได้บุญได้กุศลมากมายมหาศาล เวลาให้ทาน เนื้อนาบุญของโลก ให้ทานประเภทใด ให้ทานอย่างไร คนที่ฉลาดเขาก็แสวงหาของเขา ถ้าแสวงหาของเขา มันก็เป็นบุญเป็นกุศลของเขา

เวลาทำทานแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ ถ้าตายในภพชาตินี้ไง อย่างน้อยไปเกิดบนสวรรค์ ถ้าเกิดบนสวรรค์ เป็นทิพยสมบัติไง

ให้ถือเนกขัมมะ ให้ถือเนกขัมมะ เพราะจิตใจ ถ้าไปสวรรค์ สวรรค์แล้วมันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย มันมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันทำอย่างไรถึงไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันต้องพยายามทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับแล้ว พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง หัวใจของตนตื่นขึ้นมา ตื่น

การหลับใหล กิเลสมันตีกันน่ะ มันข่มขี่ มันแหลมคม มันครอบงำหัวใจของตนไง แล้วเราก็เชื่อมันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติไง ไหลตามมันไปตลอดไง

ในภพชาตินี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาแสดงธรรมๆ เราก็มีการฝึกหัด ศึกษาค้นคว้าอย่างนั้น

ถ้าการเสียสละทาน แล้วทานที่ไหน ทานอย่างใด ทานเพื่อประโยชน์ในหัวใจดวงนี้ แล้วถ้ามันเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมา มันอิ่มบุญของมัน มันชื่นชมของมัน เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติ จิตมันสงบเข้ามา นั่นน่ะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงแสดงอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

ทุกข์มันมีเหตุ มีที่มาของมัน ทุกข์มันจะลอยมาจากฟ้าหรือ คนโง่ คนเขลา คนเบาปัญญาจะรู้จักทุกข์ได้อย่างไร คิดทั้งนั้นน่ะว่าไอ้นั่นจะเป็นความสุข ไอ้นั่นจะเป็นความดีงามทั้งนั้น แล้วแสวงหาสิ่งนั้นมา แสวงหาน่ะกิเลสมันตีกิน อยู่ใต้กิเลสหมดเลย

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนา ของมันมีประจำโลก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนเขาสร้างบุญสร้างกุศลของเขามา เป็นจังหวะและเป็นโอกาสของเขา ไอ้เราขี้ทุกข์ขี้ยาก ทำสิ่งใดมาก็ไม่เคยทำสิ่งใดมา เกิดมาก็ต้องปากกัดตีนถีบไปตามกระแสสังคมกระแสโลก แล้วก็มาตีอกชกตัว ทำดีไม่ได้ดี ทำบุญกุศลไม่เท่าเขา

แต่ถ้ามีอำนาจวาสนานะ สิ่งที่การเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเป็นอริยทรัพย์ แล้วถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมาล่ะ

เวลาอนุปุพพิกถา ทำทาน ได้ไปอยู่บนสวรรค์ ให้ถือเนกขัมมะ ถือเนกขัมมะ ถือพรหมจรรย์ พรหมจรรย์เพื่อพรหมจรรย์ ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เราฝึกหัดด้วยความถูกต้องชอบธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ฝึกหัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพื่อหาอะไร

เวลาฝึกหัด เวลาสร้างพระๆ ไง

สร้างพระๆ หล่อพระเป็นบุญเป็นกุศลไง เพราะเป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาเราจะทำจิตใจของเราให้เป็นพระล่ะ ให้เป็นอริยทรัพย์ล่ะ เราจะทำของเราอย่างไร

ถ้าเราทำของเรา ถ้ามันมีศรัทธาความเชื่อ อนุปุพพิกถา มันทำแล้วมันเห็นผลงานของมันไง ถ้าเห็นผลงานของมัน ทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจมันสงบระงับเข้ามา สัมมาสมาธิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

จิตของเราถ้ามันดื้อมันด้าน กิเลสมันตีกินนะ มันตีโพยตีพายแล้วมันก็ตีอกชกตัว แล้วก็ให้กิเลสมันชักจูงของมันไป แล้วถ้าไม่เท่าทัน กิเลสมันแหลมคม มันกัดมันฉีกในหัวใจของตน นั่นก็ไม่ใช่ ไอ้นั่นก็ไม่ถูกต้อง ไอ้นั่นก็ไม่ดีงาม ตีอกชกตัวไปกับเขา

ถ้ามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราไง

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนานะ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย ถ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย เราอาศัยได้มากได้น้อยขนาดไหนล่ะ เราทำสิ่งใดขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์อะไรกับเราล่ะ

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถ้าถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำความสงบของใจ ทำสัมมาสมาธิได้หนหนึ่ง แล้วถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา สมาธิร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง มันมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ในใจของตน ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินั้นนะ

แต่ของเรา เราก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราอยู่นี่ไง ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา นี่ไง พันธุกรรมของจิตๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะขึ้นมา ทำความสงบ ๔๐ วิธีการ

ทำไมต้องทำความสงบล่ะ

ถ้าทำความสงบ เห็นไหม พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง ก็จะทำหัวใจให้ตื่นขึ้นมาไง

แล้วหัวใจมันยังไม่ตื่นอยู่ใช่ไหม

ตื่น ตื่นตามกิเลสไง กิเลสมันตีกินไง กิเลสมันเคลมไปไง “รู้ธรรม เข้าใจธรรม” ยิ่งถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ เชื่อเขาง่ายๆ เลย

เวลาศรัทธาในพระพุทธศาสนานะ ศรัทธานี้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไง นี่เป็นอริยทรัพย์ คำว่า อริยทรัพย์นะ เพราะมีศรัทธา มันถึงได้ศึกษาได้ค้นคว้า เพราะมีศรัทธา มันถึงได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

นี่ไง ดูชาวพุทธเราสิ ทำบุญทำกุศลทำกันใหญ่เลย ทำเพราะอะไร กิเลสมันตีกิน อยากร่ำอยากรวย อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากจะมหัศจรรย์

มันของประจำโลกทั้งนั้น

เวลาเราทำบุญทำกุศล เราก็หวังจะประสบความสำเร็จในชีวิต

ประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยขนาดไหนไง

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่ได้บวชเป็นพระ บวชเรียน เหยียบแผ่นดินผิด

เกิดมาเป็นชาวพุทธ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราไม่ต้องการทรัพย์อย่างนั้น เราต้องการอริยทรัพย์

นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ท่านอบรมบ่มเพาะไง

พระไม่ทรงศีลทรงธรรม ใครจะทรง

ถ้าทรงศีลทรงธรรมมันจะทรงที่ไหน มันต้องทรงที่หัวใจดวงนั้นไง

ถ้ามันจะทรงที่หัวใจดวงนั้น เห็นไหม ที่ว่า ทำไมต้องทำความสงบของใจเข้ามา ทำไมต้องทำความสงบของใจเข้ามา

ใจสงบระงับแล้ว สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง มันเห็นจิตของมันไง ถ้าเห็นจิต เห็นไหม สัมมาสมาธิไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง

ถ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันตื่น มันเบิกบานมาอย่างไรล่ะ

มันตื่น มันเบิกบานด้วยการทำความสงบ ๔๐ วิธีการไง

อยู่ดีๆ มันจะตื่นตัวขึ้นมา มันตื่นตัวมันก็ตื่นตัวแบบโลก ตื่นตัวแบบกิเลสมันเขี้ยวแหลมคม มันกัดฉีก มันเจ็บช้ำน้ำใจ มันเจ็บปวด

แต่ถ้าเป็นความจริงนะ เวลาพุทโธๆๆ จนมันวางพุทโธ จนมันเป็นตัวของมันเอง เวลามันตื่นขึ้นมานะ มันไม่ตื่นด้วยกิเลสมันกัดมันฉีก มันตื่นขึ้นมาด้วยคุณธรรม มันตื่นขึ้นมาด้วยอริยทรัพย์ อริยทรัพย์ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ถ้าทำความสงบสุขเข้ามาได้ จิตมันสงบระงับเข้ามา อ๋อ!

ถ้ามีอำนาจวาสนานะ เวลาจิตสงบเข้ามามันไม่ติดสมาธิไง มันไม่ติดในความสงบนั้นไง

เวลามันหลับมันใหลนะ ให้กิเลสมันตีกิน ให้กิเลสมันกัดมันฉีก เวลามันกัดมันฉีกแล้วก็ตื่นเต้นไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากอย่างนั้น

แต่ถ้าเราเป็นชาวพุทธไง เราเป็นธรรมๆ เราก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาออกจากราชวังมา ไปศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี ไปอีลุ่ยฉุยแฉกกับเขา ๖ ปี

คำว่า ๖ ปี” เพราะเป็นสุภาพบุรุษไง จะแสวงหาความจริงก็ต้องแสวงหาความจริงจากพวกนักพรตทั้งหลาย ผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ๆ ไปศึกษามาแล้วไม่เห็นมีสักคน

เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นึกถึงตอนเป็นราชกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะพาไปแรกนาขวัญไง นั่งสมาธิไง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันก็ฝังใจมาไง เริ่มต้นจากตรงนั้น เริ่มต้นจากกำหนดอานาปานาสติที่ตอนเป็นราชกุมารที่ทำไว้ เวลามันเป็นอานาปานสติจนจิตมันสงบเข้ามา บุพเพนุวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เวลามันผุดขึ้นมาไม่ติด มันไม่ใช่ ศึกษากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปีก็ไม่ใช่ ดึงกลับๆ ไง

คำว่า ดึงกลับ” เวลาเราทำความสงบของใจเข้ามา เราเคยดึงกลับไหม เราเคยมีความสงบไหม มีแต่กิเลสมันตีกิน มันกัดมันฉีก ตามมันไปหมดล่ะ ให้มันข่ม ให้มันขี่คอ ให้มันทำลายอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็เซ่อซ่าไปตามนั้นน่ะ

นี่ไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พื้นฐานมันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะปุถุชน

ปุถุชน กัลยาณชนนะ ปุถุชนคนหนา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบุกสมบันมาขนาดไหน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติมาขนาดไหน เริ่มต้น ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันจะลอยมาจากฟ้าไหม

มันก็เกิดจากหัวใจที่มันทุกข์มันยากอยู่กับเรานี่ไง มันก็เกิดจากหัวใจเรานี่แหละ แต่หัวใจของเรา เราปล่อยปละละเลย แล้วไม่มีอำนาจวาสนา ให้กิเลสมันตีกิน

ตีกินที่ไหน

ก็ตีกินที่หัวใจดวงนั้น

เพราะอะไร

เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลา “เธอจงมองโลกนี้เป็นความว่าง”

ปล่อยวางให้หมด ว่าง วาง ไอ้เราไอ้กิเลสมันตีกิน มันก็สร้างอารมณ์ว่างๆ ว่างๆ

มันเสียดาย เสียดายว่าทำไมไม่กำหนดพุทโธ เสียดายว่าทำไมไม่ใช้ปัญญาอบรมสมาธิให้มีหิริมีโอตตัปปะ มีการกระทำโดยความเป็นจริงเข้ามา

เวลามันเป็นความจริงของมันขึ้นมา มันต้องเป็นความจริงสิ เพราะอะไร

นี่ไง จิตแก้จิตไง จิตตภาวนาๆ

ถ้ายังค้นคว้าหาจิตของตนไม่เจอ ยังทำสัมมาสมาธิไม่ได้ แล้วจะไปแก้กันที่ไหน ไปแก้กันที่อารมณ์ไง ไปแก้กันที่ความคิดไง แล้วกิเลสมันก็ขี่คอไง เหิมเกริม ทะเยอทะยาน แล้วก็ชักจูง

ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ

ชาวพุทธๆ ฟังธรรมๆ ด้วยอำนาจวาสนานะ คนเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ถ้านับถือพระพุทธศาสนาเป็นคนที่มีบุญมีกุศล มีอำนาจวาสนาถึงได้นับถือพระพุทธศาสนา

ถ้าเราไปถือลัทธิศาสนาอื่น เขามีอะไร รอแต่คนจะมาช่วยชักจูงให้เป็นคนดี

ของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชักจูง แสดงธรรมๆ แต่ถึงเวลาแล้วปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ธรรมวินัยในพระไตรปิฎกมากมายมหาศาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่แสดง เพราะเขารู้ไม่ได้ อนุปุพพิกถาก่อน ต้องให้เขารู้จักการเสียสละ ให้รู้จักเห็นคุณค่าของบุญของบาป แล้วถ้าเห็นคุณค่าของบุญของบาป มันก็หดสั้นเข้ามา หดสั้นเข้ามา เข้ามาสู่ใจของตนไง

รูป รส กลิ่น เสียง เป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ความรู้สึกนึกคิดนี้ไง ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส ผิวหนังได้สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นใหญ่แต่ละหน้าที่ แต่ละหน้าที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องมีหัวใจ หัวใจที่รับรู้

รูป รส กลิ่น เสียงนี่สัมผัส แต่หัวใจไม่รับรู้นะ รับรู้ครึ่งๆ กลางๆ

แต่ถ้ามันตั้งใจ รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งที่มันสะเทือนหัวใจไง แล้วถ้าสะเทือนหัวใจ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร

เราบวชมาเป็นพระหรือเราเป็นนักฝึกหัดปฏิบัติไง เราก็จะมีข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ ก็สัมผัสนี่แหละ สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี่แหละ แต่มีสติปัญญาเท่าทันมันไง รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้ามันมีสติปัญญาเท่าทันมัน มันปล่อยวางๆ เข้ามาไง

แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้สติปัญญา เราก็พุทโธๆ ให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าหัวใจมันไม่รับรู้ ไม่มีวิญญาณรับรู้ มันก็สักแต่ว่าปรากฏไง

แต่ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติเอาตามความเป็นจริงไง ถ้าเท่าทันมัน เท่าทันมัน มันก็รู้เท่าทัน มันก็ปล่อยวางสิ่งนั้นเข้ามาไง สิ่งที่มันปล่อยวางเข้ามา เวลามันเป็นเอกเทศขึ้นมา พุทโธๆ จนพุทโธไม่ได้

แล้วใครมาก็บอกว่า “พุทโธมันหายๆ”

มึงแกล้งให้หาย มันไม่หายหรอก

ถ้ามันเป็นความจริง มันเป็นความจริงเพราะอะไร

สัมมาสมาธิไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ไอ้ที่ความรู้สึกนึกคิดนั้นน่ะมันพาดพิงอารมณ์นั้นแล้ว แล้วพาดพิงอารมณ์นั้นแล้ว แล้วมันเริ่มละเอียดขึ้น มันเริ่มเป็นตัวของมันเองขึ้น ไม่รู้ ไม่เท่าทัน นั่งสัปหงกโงกง่วง นั่งหลับอยู่นั่นแหละ

ทีนี้เวลาครูบาอาจารย์ท่านจะฝึกหัดปฏิบัติ เพราะอะไร เห็นไหม คนทำงานเป็นๆ มีประสบการณ์การทำงาน เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ากำหนดพุทโธๆ จนจิตสงบ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

หลวงปู่มั่นถามเลย จิตเป็นอย่างไร สมาธิเป็นอย่างไร แล้วสมาธิมันเป็นปัจจุบันหรือเป็นสมาธิเมื่อชาติที่แล้ว

ยังพูดถึงสมาธิอยู่นะ แล้วเวลาพูดในชาตินี้นะ มันก็พูดถึงสัญญาไง มันพูดถึงเคยเป็นสมาธิ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็น ตอนนี้กิเลสมันตีกิน มันว่ามันรู้สมาธิ

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์นะ ต้องเป็นปัจจุบัน เป็นเดี๋ยวนี้ไง จิตเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ การรักษาความสงบทำอย่างไร ทำให้จิตสงบนี่ทำอย่างไร

ถ้าไม่แซงหน้าแซงหลัง ไม่ให้กิเลสมันตีกิน แล้วไม่ให้ความแหลมคมของมันปลิ้นปล้อน พลิกแพลง “เราทำได้ เรารู้ เหมือนกัน ทำมาด้วยกัน”

ทำเหมือนกัน มันต้องมีสุขมีทุกข์ ถ้ามันมีความสุขไง ถ้าทำมาเหมือนกันก็ต้องมีความสุขสิ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พุทธกิจ ๕ มันเป็นภาระเป็นหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านดำเนินอยู่นั้นน่ะ

เพราะเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม อนาคตังสญาณ ปิดอะไรไม่ได้เลย แล้วเราจะทำอย่างไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภัทรกัป เป็นองค์ที่ ๔ พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ที่แล้วทำอย่างไร

บิณฑบาต นี่กิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

เวลาพระเจ้าสุทโธทนะนิมนต์กลับไปกรุงกบิลพัสดุ์ เวลาเช้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบิณฑบาต พระเจ้าสุทโธทนะช็อกเลยนะ

เพราะอะไร

เพราะเป็นปุถุชน เป็นเรื่องโลก เรื่องโลก เราเป็นกษัตริย์ แล้วลูกชายมาขอทานน่ะ ทำไมลูกมาทำให้ขายหน้าขนาดนี้

ไม่ขายหน้าตรงไหน ขายหน้าสิ

เพราะพระบิดาไม่นิมนต์นี่ ไม่นิมนต์อาราธนาให้ฉันน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ด้วยการบิณฑบาต มันเป็นเกียรติของพระพุทธเจ้า

พระเจ้าสุทโธทนะแหกเลย ไม่ได้ๆ

ถ้านิมนต์ นิมนต์ให้ฉันที่ราชวังก็รับนิมนต์ ก็แสดงธรรมแล้วก็ไม่มีใครนิมนต์เลย

เพราะไม่รู้จักประเพณีไง

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ธรรมแล้ว ประเพณีขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าทำอย่างไร

เทวดาถวายบาตร ๔ ใบ เพราะเทวดา เทวดา อินทร์ พรหม เวลาพระเจ้าสิทธัตถะประพฤติปฏิบัติอยู่ รอแล้วรอเล่า รอไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆๆ ขึ้นไปเลย เป็นชั้นๆ นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว สัจธรรมได้เกิดแล้ว จักรได้เคลื่อนแล้ว

แล้วจักรเคลื่อนแล้ว แล้วเคลื่อนตรงไหน เคลื่อนที่ธรรมจักรที่เข้าสร้างไว้ตามวัดใช่ไหม

นั่นน่ะเป็นสัญลักษณ์ ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงขึ้นมา มันจะเกิดที่หัวใจดวงนี้

ถ้าเกิดที่หัวใจดวงนี้ แล้วหัวใจอยู่ไหนล่ะ ทำสมาธิเป็นกันหรือเปล่า

ถ้าทำสมาธิได้ ทำสมาธิเป็น จิตมันตื่นขึ้นมา จิตเป็นอิสระไง

แต่เดิมกิเลสมันตีกิน อยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลงทั้งสิ้น เริ่มต้น สิ่งที่ว่า ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ไง เวลากิเลสมันจรมาไง กิเลสจรมาก็อารมณ์ความรู้สึกนี้ไง อารมณ์ความรู้สึก ความรู้สึกนึกคิดนี่แหละ กิเลสมันจรของมันมา

แต่ถึงเวลาความจริง ถ้ากิเลสมันจรมาๆ ถ้าสติปัญญา เราก็เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกไง ถ้าเท่าทันอารมณ์ความรู้สึก มันก็มีความสงบระงับเข้ามาไง ถ้าสงบระงับเข้ามา ศีล สมาธิ ปัญญา มันมีสมาธิ

ถ้ามีสมาธิแล้ว สมาธิเป็นปัจจุบันหรือไม่

ถ้าเป็นสมาธิ ส้มหล่น เป็นไปโดยบุญและบาป มันไม่ได้เป็นไปโดยการกระทำ

ถ้ามันเป็นไปโดยการกระทำ เราชำนาญวสี เราในการกระทำไง

ดูสิ แม่ครัวหุงข้าวๆ หุงทุกวัน ทำได้อัตโนมัติเลย

นี่ไง ชำนาญในวสีๆ ถ้ามันชำนาญในการฝึกหัด สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน

แต่เสื่อม ธรรมชาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ใช่ มันเป็นอนัตตา มันไม่อยู่คงที่หรอก แต่เราต่างหากทำให้มันมั่นคง เราต่างหากทำความสงบของใจเข้ามา สัมมาสมาธิไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

อารมณ์คือการส่งออก จิตคือธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้คือขันธ์ ๕ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ความรู้สึก แล้วมันพาดพิงไง มันไปรู้สึก มันเสวยอารมณ์เต็มๆ เต็มปากเต็มคำ แล้วไปกับเขาตลอดไง

ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติ เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เรากำหนดพุทโธๆ ก็ความคิดนั่นแหละ ก็มันเสวยอยู่แล้ว มันเป็นความคิดอยู่แล้ว เพราะเราไม่เคยทำ เราทำของเราไม่เป็น มันก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราทำเป็น เราก็เห็นไง เห็นมันแยกอารมณ์กับจิต ความคิดไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ความคิด ความคิดเกิดจากจิต แต่ไม่ใช่จิต

เวลาเข้าถึงจิตของตัวเอง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ทำได้มากได้น้อยขนาดไหน ถ้าทำได้มากน้อยขนาดไหน มีครูบาอาจารย์ขึ้นมา สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน

หลวงปู่มั่นรอตรงนี้มาก จิตเป็นอย่างไร

จิตสงบแล้วพยายามฝึกหัดใช้ปัญญา

การจะฝึกหัดใช้ปัญญา ใช้อย่างไร

เวลาพระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เรา 

“ทำสมาธิแล้วปัญญามันจะเกิดเอง”

ถ้าได้ยินนี่ท่านรู้เลย ไอ้คนนี้ยังอยู่ห่างไกล

เวลาจิตสงบแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นจริงไหม เห็นอย่างไร

นี่ไง แนวทางพระพุทธศาสนา ประพฤติปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ แต่มันมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติ ปริยัติก็ทรงจำธรรมวินัยไง ก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม แสดงธรรมจากหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะที่แวววาว พูดสิ่งใดเป็นสิ่งนั้นโดยข้อเท็จจริง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ในธรรมวินัยนั่นแหละ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นี่เป็นปริยัติ หัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิหารธรรม ธรรมอันเอก ไม่มีสอง พูดสิ่งใดเป็นอย่างนั้น พูดคำไหนคำนั้น แล้วไม่แตกต่างจากนั้นเด็ดขาด ถ้าเป็นคำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาท่านแสดงธรรมแล้ว ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ถ้ารื้อสัตว์ขนสัตว์ แสดงธรรม ปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ ยสะเป็นพระอรหันต์ ชฎิล ๓ พี่น้องเป็นพระอรหันต์ นั่นไง เวลาแสดงธรรมแล้ว ภาคปฏิบัติเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น มันก็จะเป็นธรรม เป็นสัจธรรม เป็นความแวววาว

แต่เวลาในสมัยปัจจุบันนี้ไง ภาคปริยัติคือการศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาๆ ศึกษานี้เป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลก เป็นทางวิชาการ เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเรายังไม่ได้ทำ ปริยัติต้องมาปฏิบัติ

ถ้าปฏิบัติ ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา จิตสงบอย่างไร หลวงปู่มั่นเอาตรงนี้ไง ถ้าจิตสงบ จิตสงบหรือไม่สงบ แล้วถ้าตอบไม่ถูก ตอบไม่ได้ มันไม่รู้หรอก “ว่างๆ ว่างๆ”

ว่างๆ ก็ออกอ่าวไทยไปซะ ชักใบขึ้น มันไปเลย เรือออกจากอ่าวไปเลย

แต่ถ้าเป็นจริง สู่พุทธะ สู่กลางหัวใจ

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดเป็นมนุษย์นะ มีพ่อมีแม่ เราเกิดจากครรภ์ เราเกิดจากแม่ เกิดจากแม่ขึ้นมา เกิดมาเป็นจริงตามสมมุติ มาบวชพระก็สมมุติสงฆ์ สมมุติว่าเป็นพระ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ใจมันจะเป็นพระ นี่การฝึกหัดปฏิบัติไง พระเป็นๆ พระกินข้าวนี่แหละ ไม่ใช่พระไม่กินข้าว

พระไม่กินข้าวก็พระพุทธรูปตั้งไว้ไง นั่นน่ะไม่ต้องใครดูแลด้วย แต่พระกินข้าว เวลาฝึกหัด พระตัวเป็นๆ ถ้าตัวเป็นๆ มันก็มีสัมมาสมาธิไง

ถ้าสัมมาสมาธิ ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเป็นสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

ฉะนั้น คำว่า สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ โดยข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้น เพราะสมาธิมันไม่ใช่ปัญญา แต่ถ้าไม่มีจิตตภาวนา ไม่มีจิตตัวที่เป็นสัมมาสมาธิ มันจะเกิดภาวนามยปัญญา จิตแก้จิต จิตเป็นอย่างไรๆ จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นสัมมาสมาธิ นี่ตัวตนของเรานี่ไง

ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาก็เกิดจากจิตไง ภาวนามยปัญญาก็จะมาเห็นสติปัฏฐาน ๔ จะเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงไง ถ้ามันเห็นตามความเป็นจริง มันเห็นกิเลส

เวลาใช้ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันเริ่มที่เป็นความมหัศจรรย์ อันนี้เป็นปัญญาของใคร

นี่ไง พระสารีบุตรไปฟังเทศน์พระอัสสชินี่ไง “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ”

มันต้องมีเหตุ มีการกระทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตรงไหน มันเกิดขึ้นอย่างไร

เวลาถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันเกิดกับใจของเรา

แล้วใจของเราจะเกิด มันเกิดเพราะอะไร

เกิดเพราะมีสติ เกิดเพราะมีคำบริกรรม เกิดเพราะปัญญาอบรมสมาธิ

พอจิตสงบแล้ว เห็นไหม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ จิตสงบแล้วน้อมไปให้เห็น เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าน้อมไปเห็นกาย นี่ไง วิปัสสนาอ่อนๆ การฝึกหัดปฏิบัติไง วิปัสสนาอ่อนๆ คือการฝึกหัดในการกระทำ จิตตภาวนา

พระพุทธศาสนาไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วถ้าทำตามเป็นจริงๆ เห็นไหม

เวลาฟังธรรมๆ ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ภาคปริยัติ ฟังธรรมๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังแล้วเข้าใจ นี่ทรงจำธรรมวินัย ทรงจำ มันยังไม่เป็นความจริง

เวลาความจริง ปริยัติ ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงแล้ว ความจริงขึ้นมาแล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน จริงๆ เท็จๆ จริงบ้าง เท็จบ้าง แล้วถ้ากิเลสมันตีกินนะ มันก็บอกว่าจริงหมดล่ะ

สัญญาความจำ จริงตรงไหน

เวลาความจริงนะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ตื่นเต้นไปกับอะไรทั้งสิ้น เพราะอะไร เพราะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเกิดจากอะไร เกิดจากสติ เกิดจากการกระทำ เกิดจากทางจงกรม เกิดจากนั่งสมาธิ

แล้วเสื่อม

เสื่อมก็เสื่อม มันเสื่อมอยู่แล้ว มันเสื่อมเพราะอะไร

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเป็นอนัตตา มันไม่อยู่กับเราหรอก แต่เราต่างหากจะต้องทำใจของเราให้มั่นคง เวลามั่นคงขึ้นมา สมาธิมันก็มั่นคงของมัน

แล้วสมาธิ มันบอกมันเป็นนามธรรมนะ เวลาหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธอย่างนี้ เวลาลมหายใจ โอ๋ย! ใสเลย เวลาเข้าไปถึงหัวใจ มันพุทโธละเอียดเข้าไปๆ จนมันทิ้งหมดเลย สักแต่ว่าปรากฏมันเป็นอย่างไร แล้วเวลามันคลายออกมา ทำอย่างไร

อัปปนาสมาธิ เกิดปัญญาได้อย่างไร

ไม่ได้ มันต้องเป็นอุปจารสมาธิ อุปจาระ สิ่งที่ว่าอารมณ์ไม่ใช่จิต ความคิดไม่ใช่จิต อุปจาระ ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ จิตมันขยับ จิตมันกระทบ

จิตมันกระทบอะไร

กระทบกาย กระทบเวทนา กระทบจิต กระทบธรรม สติปัฏฐาน ๔ ไง แล้วสติปัฏฐาน ๔ สติปัญญามันคุ้มครองดีไหม ถ้าคุ้มครองดี มันก็เป็นธรรมจักร ถ้ามันผิดพลาด ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลาง มัคโค

ใครเป็นคนกระทำ ใครเป็นคนก้าวเดิน

ก็ใจดวงนี้ไง

แล้วใจของใคร

ก็ใจของเรานี่ไง

แล้วใครเป็นคนทำ

ก็เราทำขึ้นมานี่ไง มันก็เป็นปัจจัตตังไง สันทิฏฐิโกไง สันทิฏฐิโกก็รู้ตามข้อเท็จจริงนั้นไง ถ้ารู้ตามข้อเท็จจริง

แล้วรู้อะไร รู้อะไร

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ นิโรธ

ถ้ามันปล่อย ปล่อยก็คือปล่อย ปล่อยมันไม่ดับ ชั่วคราวๆ

เวลาพิจารณาไปนะ กายนอก กายใน กายนอกๆ หลวงปู่เจี๊ยะสอนนี่ไง ให้พิจารณากาย พิจารณากายตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ก็พิจารณากันอยู่นี่ไง พิจารณากายนี่กายนอก กายนอก ผลของมันคือสมถะ จิตสงบแล้วเห็นกาย กายใน

กายนอก กายใน กายนอก กายสมมุติ กายนึกคิด กายเทียบเคียง

เทียบเคียงเพื่ออะไร

เพื่อให้จิตสงบ อย่าส่งออก

กายใน ถ้าเห็นกายล่ะ ถ้าเห็นกายก็สติปัฏฐาน ๔ เพราะอะไร เพราะต้องจิตเห็น จิตเห็นจิตรู้ จิตมีการกระทำ

ถ้าจินตนาการ วิปัสสนึก มันก็รู้ก็เห็น แล้วรู้เห็น ผลอะไร นี่ไง กิเลสมันตีกินไง

แล้วเวลากิเลสมันแหลมมันคมของมัน มันพลิกมันแพลง มีพระปฏิบัติมากมายว่า เราฉลาดกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่า คิดว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีแต่ในตู้พระไตรปิฎกไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว ธรรมเหมือนกับใบไม้ในป่า

ในตู้พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มันเป็นใบไม้ในกำมือเท่านั้น เป็นแค่ช่อ ช่อของพระพุทธศาสนา กำมือพระพุทธศาสนาสอนไว้เท่านี้เท่านั้น แต่ความจริงมากมายมหาศาลมากกว่านี้

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำได้ ท่านมีความมหัศจรรย์ในใจมากกว่านี้ แต่ก็สอนให้ฝึกหัดเท่าที่จำเป็น เท่าที่ทำได้ เพราะเท่าที่ให้มันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา นี่คือมรรค นี่คือหนทาง มัคโคไง

มัคโคเป็นทางของใคร

ก็เป็นทางของจิตดวงนั้น จิตที่ขี้ทุกข์ขี้ยากนี่ แล้วกว่าจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นตามข้อเท็จจริงอย่างนี้ได้

ไม่มีวาสนาล้มลุกคลุกคลานอยู่นะ โดยธรรมชาติ กรรมฐานม้วนเสื่อ มีศรัทธามีความเชื่อมั่นคงก็อยากจะฝึกหัดปฏิบัติ ถึงเวลาทำแล้วท้อแท้อ่อนแอ น้อยเนื้อต่ำใจ เราไม่มีวาสนา เลิกเหอะ ร้อยแปดพันเก้า เพราะแพ้กิเลสไง แพ้ภัยตัวเอง แพ้กิเลสแล้วให้กิเลสมันกระทืบซ้ำ นี่มันแหลมคมไง

ปฏิบัติไปข้างหน้าก็ทุกข์ ปฏิบัติครึ่งๆ กลางๆ ก็ทุกข์ ยกเลิกในการประพฤติปฏิบัติ เลิกเถอะ ก็ทุกข์ แล้วทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง ทุกข์มันเกิดจากอะไร

เกิดจากตัณหาความทะยานอยากไง อยากได้ อยากเป็น อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่รู้ไม่ชี้สิ่งใดเลย นั่นก็กิเลสทั้งนั้นน่ะ ตัณหาหมดน่ะ

ตัณหาคืออะไร

นี่ไง พญามารไง แล้วพญามารมันอยู่ที่ไหน

ไปหาที่อื่นไม่เจอหรอก มันต้องค้นคว้าหาเข้ามาที่ใจของตน เพราะถ้าค้นคว้าเข้ามาหาที่ใจของตน เห็นไหม อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนถ้าฝึกหัดดีแล้ว ผู้ที่ฝึกหัดดีแล้ว เห็นไหม ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสัตว์อาชาไนย สัตว์อาชาไนยจะกินแต่ยอดหญ้า สัตว์อาชาไนยจะกินแต่น้ำ น้ำที่เป็นต้นธาร สัตว์อาชาไนยเขาเลือกของเขา

เราเป็นอะไร เรามีแต่ต้มยำทำแกงกับประชาชน อยากได้ของเขามาทั้งหมด อาชาไนยตรงไหน

อาชาไนยจะไม่แตะเลย นั่นเป็นทานของเขา นี่ไง ใจเขาที่เป็นธรรม เขาเสียสละได้ ไอ้เราหัวโล้นๆ

สัตว์อาชาไนยเขาเลือกของเขา มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ดำรงชีพไว้เพื่อฝึกหัดปฏิบัติ

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดมาเป็นเรามีคุณค่ามากมายมหาศาล แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติมีครูมีอาจารย์คอยลงปฏักอยู่นี่ ถ้ามีครูอาจารย์คอยลงปฏักอยู่ เราก็พยายามฝึกหัดให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในใจของตน

ถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยลงปฏักอยู่ เขี้ยวมันแหลมมันคม มันทำลายนะ ทำลายจนปั่นป่วนไปหมดน่ะ จนปั่นป่วนไป เห็นไหม เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาที่ขาดสติถึงกับหลุดได้ เพราะเชื่อตนเอง แล้วถ้าไปรู้ไปเห็นสิ่งใดมันตกใจนะ ไปเลยนะ มันต้องฟื้นขึ้นมาๆ ไอ้นี่มันอยู่ที่เวรกรรมของสัตว์

แต่ถ้าผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมี เขาไม่แวะข้องเกี่ยวสิ่งนั้น เพราะเขารู้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด เป็นการประพฤติปฏิบัติผิด เป็นการประพฤติปฏิบัติบูชากิเลส

เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอยู่นี้เพื่อให้เท่าทันกิเลส เท่าทันกิเลส หัวใจจะสงบลง เพราะเราไม่เท่าทันมัน เพราะไม่เท่าทัน มันถึงบิดถึงพลิ้วให้เราอีลุ่ยฉุยแฉกอยู่นี่ไง แล้วก็มาตีโพยตีพายนะ ปฏิบัติมันทุกข์ๆ

มันทุกข์อยู่แล้ว

ความคิดเร็วกว่าแสง ความคิดของคนเร็วกว่าแสง เราคิดถึงรอบโลกสิ เราคิด นั่งอยู่นี่เราคิดไปได้หมดเลย แล้วจะยับยั้งมันได้อย่างไร แล้วมันบวกเข้าไปกับความโลภ ความโกรธ ความหลง มันบวกไปโดยจริตนิสัย มันบวกไปร้อยแปด

แล้วเราก็เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้บวชเป็นพระ แล้วมีศรัทธาความเชื่อ เพราะอะไร

เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านแสดงธรรม ท่านดำรงชีวิตให้เราได้เห็น เราก็อยากได้ แต่อำนาจวาสนาคนไม่เหมือนกัน เราได้ทำอย่างนั้นหรือไม่ ถ้าเราได้ทำบุญกุศลอย่างนั้นมา เวลาเราทำสิ่งใดมันพอใจ มักน้อยสันโดษ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่บ้าบอคอแตกหรอก

ไอ้นั่นกิเลสมันแหลมคมไง ยังไม่ได้ทำอะไรเลย บรรลุธรรมหมดแล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มันบอกมันรู้ธรรมะ ดูสิ กิเลสมันแหลมคมไหม

แล้วสิ่งที่เวลาพูดออกมาเริ่มต้นยังมียางอายอยู่นะ ก็พูดธรรมะพระพุทธเจ้านั่นแหละ พอยางอายมันชักด้านขึ้นน่ะ มันเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแล้ว

“ที่ทำมาๆ มันสมัยพระพุทธกาล ในปัจจุบันนี้โลกมันเจริญแล้ว เราปฏิบัติแบบความเจริญของโลก”

ไอทีไง ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ มันภาพเก่าภาพใหม่ก็ไม่รู้ แล้วมันเป็นสมบัติของใคร

แต่นี่มันทุกข์มันยากนะ เรามีอำนาจวาสนา ถ้ามีอำนาจวาสนาแล้วนะ ตั้งสติไว้ มันเป็นกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราคิดเรื่องนี้มาตลอด เราไม่เคยท้อแท้ ไม่เคยสิ่งใด เพราะศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี

เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมานะ ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปีทุกข์ขนาดไหน ทำทุกรกิริยานะ ทำได้เหนือคนทุกๆ คน มันก็แก้กิเลสไม่ได้ คิดว่ากิเลสมันอยู่ที่ร่างกายนี้ไง อดอาหาร กลั้นลมหายใจ สลบถึง ๓ ครั้ง สลบ ๓ ครั้งคือตายฟื้น เพราะไม่มีใครสอนไง

เวลาทำเอาจริงเอาจัง เวลาเราทุกข์เรายาก เราดูที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเราทุกข์เรายาก คิดถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทุกข์ท่านยากมาก่อน ทุกข์ยากขึ้นมาก่อนเพื่ออะไร เพราะท่านจะต้องมีประสบการณ์เพื่อจะมาอบรมบ่มเพาะสัทธิวิหาริกของท่าน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม อนาคตังสญาณ โอ้โฮ! เยอะแยะนะ ในพระไตรปิฎก ไม่เทศน์ ไม่พูด

พระอานนท์ถาม ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อบรมบ่มเพาะล่ะ

เพราะเขาไม่ฟัง แล้วเขาฟัง เขาฟังไม่รู้เรื่อง

แต่ถ้าคนมีบุญกุศล เห็นไหม อนาถบิณฑิกเศรษฐีไปเยี่ยมเพื่อน เศรษฐีด้วยกัน ไปถึงไปเห็นเขาทำอาหารมหัศจรรย์ เอ๊ะ! วันนี้มันแปลก แปลกกว่าทุกๆ วันน่ะ ถามเพื่อน เฮ้ย! เอ็งทำอะไรน่ะ

นิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันพรุ่งนี้ ไม่รู้หรือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว

ได้ฟังแค่นี้นอนไม่ได้เลย

เวลาคนที่เป็นธรรม คนที่เป็นธรรมเขาเป็นอย่างหนึ่งนะ เขาแค่ได้ยินคำว่า พุทธะ” เขายังศรัทธาท่วมท้น

ไอ้คนที่มันดื้อมันด้าน บอกพระพุทธเจ้านั่งอยู่นี่นะ มันไปทางอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของเรา พระพุทธเจ้า เราไม่เกี่ยว ไปอีลุ่ยฉุยแฉก ไปตกปลา ไปเล่นหุ้น ไปออกนอกลู่นอกทางไปนู่น

แต่ถ้าเป็นเรา หัวใจของเรามันทุกข์มันยาก ทรัพย์สินมันเป็นเรื่องหนึ่งนะ ทรัพย์สินถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมมันก็เป็นประโยชน์ ทรัพย์สินถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเป็นความเห็นผิด มันพาไปเล่นการพนัน มันพาไปเสพยามัวเมากับความสิ่งนั้นน่ะ ทรัพย์สินทำให้คนเสียเยอะแยะไป ทรัพย์สินทำให้คนดีก็ได้

ฉะนั้นถึงว่า แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง

แผ่นดินธรรม ให้ใจเราเป็นธรรมก่อน สิ่งนั้นถ้าเกิดขึ้นมามันก็จะเป็นประโยชน์กับเรา ถ้ากุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา

ฉะนั้น เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลามันทุกข์มันยาก ระลึกถึงครูบาอาจารย์ของเรา ทำไมท่านทำของท่านได้ ทำไมเราทำของเราไม่ได้ เราก็ฝึกหัดปฏิบัติ ทำของเราขึ้นมาให้ได้ แล้วทำแล้ว เทียบเคียงๆ

หลวงปู่มั่นไง “จิตเป็นอย่างไรๆ”

ถ้าจิตมันเป็นอย่างไร แสดงว่ามีอำนาจวาสนา

จิตเกล้ากระผมเป็นอย่างนั้นๆ

แล้วถ้าจิตเกล้ากระผมเสื่อม เกล้ากระผมทุกข์ ทุกข์มากเลย

ทุกข์มันเป็นอริยสัจ ทุกข์มันเป็นความจริง ทุกข์ ทุกคนมันทุกข์อยู่แล้ว แต่เราไปจมปลักอยู่กับทุกข์ เราจะทุกข์มาก

ถ้ามันทุกข์ เราก็มีสติมีปัญญาสิ ความทุกข์มันเกิดได้ มันก็ดับได้

มันดับเพราะอะไร

ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ แล้วทุกข์ดับไป

แต่ถ้าเราไปจมอยู่กับทุกข์ เราจะทุกข์ซ้ำซ้อนอยู่อย่างนั้น

แต่ถ้ามันเป็นความทุกข์ๆ ใช่ มันเป็นความทุกข์ ทุกข์ มันเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าเราเท่าทันความทุกข์ เราเท่าทันแล้ว ความทุกข์อยู่ข้างนอก ความทุกข์จะเข้ามาแหย่เราไม่ได้เลย ความทุกข์จะเข้ามาพลิกแพลงอะไรเราไม่ได้เลย เพราะเรามีอำนาจวาสนาไง

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เรานั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืน ทำไมทำได้ แล้วทั้งวันทั้งคืน นั่งสมาธิมีสติมีปัญญานะ ไม่ใช่นั่งหลับ

ต่อไปนี้พยายามจะนั่งให้ได้เวลา แล้วจะมาคุยว่าฉันนั่งได้

มันไม่เป็นสมาธิ มันไม่มีกำลัง มันไม่มีความตื่นรู้ แล้วได้มาอะไร เป็นมิจฉา สมาธิหัวตออย่างนี้ สมาธิมิจฉาอย่างนี้ ภวังค์อย่างนี้ มันเป็นประโยชน์หรือ นี่กิเลสมันแหลมคมไง มันกลับเป็นโทษนะ กลับเป็นโทษเพราะว่าเราติดไง เรายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เป็นความจอมปลอม มิจฉาสมาธิ

คำว่า มิจฉา” มันผิด แล้วเราก็ยึดมั่นกับความผิดอันนั้นว่าเป็นความจริง แล้วกิเลสมันเขี้ยวแหลมคม มันก็กัดก็ฉีก “มันต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้”

มันเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่เข้าสู่มรรคล่ะ

ถ้ามันเข้าสู่มรรค เข้ากับธรรมจักร สัจจญาณ กิจจญาณ มันมีสัจจะ มีกิจกรรม มีการกระทำ แล้วจิตของเรามันกระทำมันก็อึ้ง อู๋ย! โอ๋! ความเพียรชอบมันเป็นอย่างนี้

พอความเพียรชอบเป็นอย่างนี้ เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์เราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านไม่พูดกับพวกญาติโยมนะ มันเรื่องไร้สาระ

พวกญาติโยมจะอาราธนาเลย “หลวงพ่ออย่าทำ มันทุกข์ มานั่งสบายๆ มาคุยกันนี่ หลวงพ่ออย่าทำ”

เขาทุกข์แทนไง คนอื่นเขาทุกข์แทนครูบาอาจารย์ของเราที่ปฏิบัติตามข้อเท็จจริง เขาทำไม่ได้ เขาทำไม่เป็น แล้วเขาเห็นคนทำได้ คนทำเป็น เขาทุกข์แทน

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์เราท่านปฏิบัติ เอ็งอย่าเข้ามาใกล้ ไม่ให้ใครรู้ ไม่ให้ใครเห็น เราจะทำความเป็นจริงของเรา แล้วความเป็นจริงของเรา ความเพียรชอบ ความเพียรชอบ ความวิริยะ ความอุตสาหะ คราวนี้เดินจงกรม ๕ ชั่วโมง ได้สมาธินิดหนึ่ง คราวหน้าจะเดิน ๑๐ ชั่วโมง ได้สมาธิมากขึ้น คราวหน้าจะเดินจงกรม ๒๔ ชั่วโมง เดินทั้งวันทั้งคืน นี่ทางของสมณะเป็นทางกว้างขวาง เราทำของเราไง

แล้วจิตมันจะเสื่อมไหม

ไอ้ที่มันเสื่อม มันเสื่อมที่มันทุกข์ว่า บ่นกันอมทุกข์ บ่นทุกข์ จมอยู่กับทุกข์นั่นน่ะ เวลาปฏิบัติทุกข์ไหม ทุกข์ แต่เป็นความเพียรชอบ ทุกข์ด้วยความชอบธรรม ทุกข์จนหายทุกข์ ทุกข์จนทุกข์หายไปหมดเลย สงบระงับมีความสุข มีความสุขแล้วติดสุขไง ติดสมาธิ

สุขก็ติดไม่ได้ จมทุกข์ อมทุกข์ อยู่กับทุกข์ จมอยู่กับทุกข์อย่างนั้นน่ะ

เราต้องมีสัจจะ มีความเพียรของเรา เวลามันวางทุกข์ ก็ไม่ติด นี่มันแค่หางอึ่ง นี่มันแค่เริ่มต้น เวลาครูบาอาจารย์ที่ทำความสงบของใจๆ ทำความสงบอย่างไร ถ้าสงบแล้วมันมีความสุขของมัน ความสุขของมัน มันก็ติดของมัน มันก็ยึดมั่นถือมั่นของมัน

แล้วถ้าไม่ยึดมั่น ทำอย่างไร

ไม่ยึดมั่น ความสุขก็เป็นความสุขอันหนึ่ง ความสุข สุขเพื่อจะทำหน้าที่การงานต่อไป ถ้าทำหน้าที่การงานต่อไป น้อมไป ระลึกไปให้เห็นข้อเท็จจริง เห็นข้อเท็จจริงมันก็เห็นกิเลส เห็นกิเลส มันภูมิใจนะ เห็นกิเลสนี่ภูมิใจมาก ภูมิใจว่าเราได้เห็นไอ้ตัวร้ายในหัวใจของตนแล้ว

ไม่มีสิ่งใดร้ายกาจเท่ากับกิเลสในใจของตน

แล้วไอ้ตัวร้าย กิเลสตีกิน กิเลสแหลมคม มันกัดมันฉีกใจดวงนี้มาตลอด แล้วเราก็ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นว่าหน้าตามันเป็นอย่างใด ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่าพิษสงมันขนาดไหน แต่พอเรารู้เราเห็นขึ้นมา เราเริ่มภูมิใจ

พอภูมิใจแล้วนะ ก็ต้องกลับมาทำความสงบให้มีกำลังมากขึ้น แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา เวลาฝึกหัดใช้ปัญญาไง ถ้าไม่ฝึกหัดใช้ปัญญา มันจะไม่เป็นภาวนามยปัญญา

ไอ้ที่ว่าคิดเองเออเอง มันเป็นสัญญา เป็นสูตร เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีความข้อเท็จจริงจากวิหารธรรม จากในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริง แสดงไว้ แสดงไว้เป็นปริยัติ แล้วปริยัติต้องปฏิบัติ ปฏิบัติจะเป็นปฏิเวธ

เราได้ยินได้ฟัง แล้วเราได้จำของเรามา แล้วมันยังไม่เป็นข้อเท็จจริงของเรา ถ้าไม่เป็นข้อเท็จจริงของเรา มันเป็นภาคปริยัติ แล้วถ้ามันไม่เป็นข้อเท็จจริงของเรา เราจำมา ถ้ากิเลสมันแหลมคมมันก็พลิกแพลงว่าเราก็รู้ เราก็เข้าใจ แล้วมันก็สร้างอารมณ์ด้วยนะ ถ้าสร้างอารมณ์ขึ้นมาเป็นสัญญา ถ้าเป็นสัญญา มันเป็นความจำ มันเป็นแบบมิจฉา มันเป็นแบบภวังค์

แล้วเราก็เคยติด เราก็เคยเสียหาย เราทำแล้วมันไม่เจริญก้าวหน้า แล้วพอเราเจริญก้าวหน้า จะเจริญก้าวหน้าให้เป็นปัจจุบันธรรม ให้เป็นภาวนามยปัญญา แต่เวลาเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแล้ว มันต้องมีสติ สติ ความรอบคอบ มีความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ดูแลให้ดีงาม แต่ดูแลให้ดีงามขนาดไหน กิเลสมันพลิกมันแพลง มันก็จะไหล ไหลออกมา ออกมาเป็นภวังค์ เป็นต่างๆ เราจะต้องดูแลรักษา เราต้องฝึกหัดของเรา เห็นไหม นี่เป็นการต่อสู้ไง

ครูบาอาจารย์ท่านจะพูดประจำ สงครามธาตุ สงครามขันธ์

เวลาปัญญามันเกิดขึ้นไง ระหว่างธรรมะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมเป็นสัจธรรม แต่เวลาเราศึกษามามันก็เป็นความจำ

เวลาเป็นความจริงกับเราล่ะ เวลากองทัพกิเลสกับกองทัพธรรมมันเริ่มปะทะกัน กองทัพธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา กองทัพธรรมคือมัคโค ทางอันเอก มัคโค ทางอันเอกคือมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ แล้วมันเกิดจากใจของเรา มันเกิดจากการกระทำของเรา มันเป็นกองทัพ เป็นธรรมะ ธรรมะของใจของเรานะ

นี่ไง จิตเป็นอย่างไร จิตแก้จิตน่ะ เวลาธรรมมันเกิด เกิดจากจิตเรา

จิตนะ หลวงปู่มั่นบอก กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต

บ้านของกิเลส ฐีติจิต จิตเดิมแท้ที่ผ่องใส นั่นน่ะอวิชชา นี่บ้านของมัน

แล้วเราทำความสงบของใจเข้ามา เห็นสติปัฏฐาน ๔ ในบ้านของเรา แล้วจิตตภาวนาเกิดจากจิต แล้วเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเห็นว่าความคิดนี้เร็วกว่าแสงๆ เวลาจิตใจมันเท่าทัน เวลาภาวนามยปัญญา ปัญญามันเกิด สิ่งที่เร็วกว่าแสงแต่มันอยู่ในธรรมจักร จักรที่มันหมุนติ้วๆๆ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ เร็วหรือช้า หนักหรือเบา ถูกหรือผิด

ทางสายกลางไง ทางสายเอกไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มัคโค ทางอันเอก มันจะรวมเป็นหนึ่ง จิตมันจะหมุน มันจะมีการกระทำ มันจะเป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงมันก็เป็นความมหัศจรรย์กับใจดวงนั้น ในใจดวงนั้นที่เห็นกิเลสไง เห็นกิเลสมันก็มหัศจรรย์ นี่ตามข้อเท็จจริงนะ

แต่ถ้าเป็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ ภาคปริยัติไง “แนวทางสติปัฏฐาน ๔” ปากเปียกปากแฉะเลยแหละ โอ๋ย! อธิบายกันแจ้วๆๆ ไม่มีเนื้อหาสาระเลย เนื้อหาสาระคือจดจารึกไว้เป็นทางวิชาการ แต่ไม่มีใจดวงไหนรู้จริง

แต่เป็นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นรู้จริงขึ้นมาในใจของท่าน แล้วเป็นข้อเท็จจริง นี่ไง ถือปฏักอยู่นี่ไง คอยลงแส้อยู่ไง ลงแส้ให้เราไม่ให้กิเลสมันแหลมคมที่ให้มันกัดมันฉีก แล้วมันชักนำไปไง

เข้าไปจิ่มๆๆ ไปรู้เห็นก็ โอ๋ย! เอะอะมะเทิ่งแล้ว

แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ มันชั่วคราวๆ ตทังคะ ถ้ามันสมุจเฉทมีหนเดียว กิเลสตายได้ครั้งเดียว ไม่มีตายซ้ำซ้อน ตายได้หนึ่งเดียว ถ้ามันหนึ่งเดียว เห็นไหม ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ สมุจเฉทปหาน นี้ถึงจะเป็นข้อเท็จจริง

ถ้าข้อเท็จจริง มันจะฝึกหัดมาจากการล้มลุกคลุกคลาน ฝึกหัดมาจากสิ่งที่ว่าทุกข์ จมทุกข์อยู่นั่นแหละ

ทุกข์ประจำธาตุประจำขันธ์ ทุกข์ในชีวิต ทุกข์ในความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แต่มันมีบุญมีกุศล มีศรัทธา มีธรรมรองรับ มันทำได้หมดล่ะ นั่งสมาธิภาวนาได้สุขเต็มที่ มันอยู่ที่กิเลสใครกิเลสมัน กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างละเอียด กิเลสที่มันซับมันซ้อน ก็ต้องใช้สติปัญญาเข้าไปเต็มที่

แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ เวลามันสมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับทุกข์ เป็นสมณะที่ ๑ นี่สมณะที่ ๑ นะ ที่ ๒ กิเลสร้ายกว่านี้ ที่ ๓ กิเลสเอาเรื่องเลย ที่ ๔ นี้อ้อยสร้อยเลย ครอบครัวของมาร

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอย่าให้กิเลสมันตีกิน กิเลสมันตีกินนะ มันอ้างธรรมะ กิเลสบังเงา เอาธรรมะมาหากิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา จะประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรแก่ธรรมตามข้อเท็จจริง ตามเนื้อหาสาระกิเลสในใจของตน แล้วสำรอกคายออก ให้เป็นข้อเท็จจริงในใจของตน เป็นสันทิฏฐิโก รู้แจ้งในใจของตน เอวัง